วัดโบสถ์ หรือ วัดหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วัดน่าเที่ยวเมืองปทุมธานี

วัดโบสถ์ หรือ วัดหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ สามโคก จ.ปทุมธนี

วัดโบสถ์ หรือ วัดหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ตั้งอยู่อำเภอ สามโคก ปทุมธานี สร้างเมื่อ พ.ศ. 2164 มีชื่อเดิมว่า วัดสร้อยนางหงษ์ เป็นวัดสังกัดธรรมยุทธนิกาย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตะวันตก มีโบราณสถานและโบราณวัตถุที่สำคัญดังนี้ พระประธานและพระลำดับในโบสถ์ ใบเสมาหินชนวนศิลปะสมัยอยุธยาตอนตั้น รูปพระธรรมและธรรมาสน์ยอดโดมในมัยรัตนโกสินทร์ วัดโบสถ์เป็นวัดสำคัญในปัจจุบันและเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีพุทธ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อเหลือ ศิลปะสมัยอยุธยามีรูปปั้นพระพุทธรูปสมเด็จพระพุทธจารย์โต พรหมรังสีปางเทศนาธรรมองค์ใหญ่ มีหลวงพ่อพุทธโสธรองค์ใหญ่ มีวิหารท้าวจาตุคามรามเทพ วิหารพระสีวลี หลวงปู่ทวด มีพระพุทธรูปและเกจิอาจารย์ให้กราบไหว้ขอพร นอกจากนี้ยังมีตลาดริมน้ำขายอาหารและของฝากที่ระลึกและมีวังมัจฉาปลาหน้าวัด

~อุโบสถ วัดโบสถ์ ปทุมธานี~
~หลวงพ่อโสธ วัดโบสถ์ ปทุมธานี~

หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่มีผู้คนกราบไหว้มากที่สุดในประเทศไทย สมัยอู่ทองรุ่นที่ 2 แกะสลักด้วยหินทรายลงรักปิดทอง ปางขัดสมาธิราบ พระพักตร์กลมแป้น สังฆฏิยาวลงมาจรดพระนาภี ปลายแยก 2 ชายตามประวัติว่าลอยน้ำมา3 องค์ ได้ขึ้นตามวัดต่างๆ องค์ใหญ่ หลวงพ่อวัดบ้านแหลม สมุทรสาคร องค์กลาง หลวงพ่อโสธร องค์เล็กหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ สมุทรปราการ ได้กราบไหว้ปิดทอง จะได้สมปรารถนา การเกษตร การค้า ขอบัตร หน้าที่การเงินเจริญก้าวหน้า

~สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)~

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
เป็นพระสงฆ์สำคัญสมัยกรุงรัตนโกสิรทร์ นามเดิมว่า “โต” บรรพชาเป็นสามเณรในสมัยรัชกาลที่1 ทรงโปรดอุปสมบถให้เป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เชี่ยวชาญ แตกฉาน ในธรรมวินัย ในสมัยรัชกาลที่4 พระราชทานสมณศักดิ์ เป็น พระราชาคณะ ”สมเด็จพระพุฒาจารย์” ท่านเป็นที่เคารพบูชา เลื่อมใสศรัทธาของบุคคลทั่วไป ผู้ใดมากราบไหว้ขอพรจะประสพความสำเร็จในชีวิต

~อาคารหลวงพ่อเหลือ~
~หลวงพ่อเหลือ พระคู่บ้านคู่เมือง บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี~

ประวัติหลวงพ่อเหลือ
หลวงพ่อเหลือเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ที่ตำบลบางกระบือ อำเภอสามโคก เป็นวัดเก่ามีมาแต่โบราณ เดิมมีชื่อว่า “วัดสร้อยนางหงษ์” เป็นวัดโบราณครั้งต้นแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา หลวงพ่อเหลือเป็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานชุกชีในโบสถ์ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 12 องค์ ประมาณปีพ.ศ.2507 ขโมยได้มาลักพระพุทธรูปในโบสถ์แต่พระพุทธรูปเป็นพระศิลามีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ขโมยจึงตัดเศียรพระพุทธไป คงเหลือพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวที่ไม่ถูกตัดเศียร เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ชาวบ้านจึงมีความศรัทธาว่าเป็นพระพุทธรูปศักสิทธิ์จึงเรียกชื่อพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อเหลือ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระพุทธคุณที่เชื่อถือต่อองค์หลวงพ่อเหลือคือ ผู้ใดได้กราบไว้บูชาปิดทองจะแคล้วคลาดจากอุบัติภัยต่างๆได้อย่างตั้งใจ และมีเงินทองให้เหลือเก็บ จะไม่ยากจนทุกผู้ทุกคนไป

previous arrow
next arrow
Slider

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่

วัดสิงห์ วัดโบราณ บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี

~วัดสิงห์ วัดโบราณ ณ บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี~

วัดสิงห์ เป็นวัดโบราณ ที่ก่อสร้างในสมัยอยุธยา ตอนกลาง เป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญของบ้านสามโคก สร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

มีเรื่องเล่าขานในอดีตบันทึกไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่อาศัยของชาวรามัญหลายยุคหลายสมัย ณ บ้านสามโคกวัดสิงห์เพื่อให้พระภิกษุที่อพยพหนีศึกพม่ามาพร้อมกับชาวมอญได้จำพรรษา  วัดสิงห์จึงเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสามโคก ที่มีมาก่อนชาวรามัญจะอพยพเข้ามาอยู่ที่บ้านสามโคก

~พระวิหารน้อย~

พระวิหารน้อย   วัดสิงห์เป็นวิหารหลังเล็กก่อด้วยอิฐเป็นอาคารทรงไทย มุงด้วยกระเบื้องดินเผากาบู ด้านหน้ามีชายคาปีกนกยื่น ออกมาจากคัวอาคาร ฐานของอาคารทำเป็นท้องสำเภาอิฐเป็นฐานปัทม์แอ่นโค้ง มีช่องประตูเข้าสู่วิหารด้านหน้าเพียงช่องเดียว วงกบประตูทำด้วยไม้สักทอง *มีพระพุทธรูปเป็นพระประธานองค์ใหญ่ 1 องค์ พระพุทธาสสิริมาแสนประจำทิศตะวันตก

~พระพุทธสิริมาแสนประจำทิศตะวันตก~
~พระอุโบสถ วัดสิงห์ วัดโบราณ ณ บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี~

พระอุโบสถ

เป็นอุโบสถเก่าแก่ วัดสิงห์ วัดโบราณ ณ บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี สร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง มีการบูรณะครั้งใหญ่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินธิ์  เป็นอาคารที่ใช้ในการทำสังฆกรรมประกอบด้วยกำแพงแก้วล้อมรอบ ด้านในกำแพงก่อเป็นช่องสามเหลี่ยมใกล้พื้นที่โดยรอบ พื้นที่โดยรอบปูด้วยศิลา ทางเข้าทำเป็นซุ้มโครงก่ออิฐแบบกูบช้าง ทั้งด้านหน้าและด้านหลังศิลปะแบบอยุธยา

  • พระประธาน ก่อสร้างสมัยอยุธยาตอนกลาง (พระประธานจตุรทิศ)
  • มีพระพุทธรูปเป็นพระประธานองค์ใหญ่ 2 องค์ พระพุทธรัตนมณี (เป็นพระประธานหันพระพักต์ไปทิศตะวันออก)
~ พระพุทธรัตนมณี ~(เป็นพระประธานหันพระพักต์ไปทิศตะวันออก)
~พระอุโบสถ~
~หลวงพ่อโต   ภายในวัดสิงห์ วัดโบราณ ณ บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี~

หลวงพ่อโต   ภายในวัดสิงห์ วัดโบราณ ณ บ้านสามโคก จ.ปทุมธานี ประดิษฐานในวิหารโถง (ศาลาดิน) เป็นพระพุทธรูปก่อด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา อายุประมาณ 320 ปี

~หลวงพ่อเพชร~

หลวงพ่อเพชร

พระพุทธรูปปางไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ด้านหลังหลวงพ่อโต ซึ่งมีซุ้ม เรือนแก้วคั่นอยู่  เป็นเหนือองค์หลวงพ่อเพชรมีพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ประดิษฐานบนฐานชุกชีสององค์

ส่วนฉากด้านหลังซุ้มเรือนแก้วปรากฏภาพจิตกรกรรมฝาผนัง ศิลปะสมัยอยุธยาวาดเป็นภาพพระพุทธเจ้า เสร็จจากดาวดึงส์ แต่น่าเสียดายที่รายละเอียดของภาพถูกน้ำฝนชะล้างไปจนเหลือเลือนราง  ซึ่งนับได้ว่าเป็นภาพจิตรกรรมที่เก่าที่สุดในจังหวัดปทุมธานี

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่วัดพระสิงห์

วัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน สุดยอดสถานที่ปฏิบัติธรรม 1 ใน 5 ของโลก

~วัดป่าถ้ำวัว~

วัดป่าถ้ำวัว ชื่อเต็มๆว่า วัดป่าถ้ำวัวสุญญตาราม ตั้งอยู่ที่ บ้านแม่ยะ ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่มีความสะอาด สงบ สันติ สิ่งแวดล้อมร่มรื่น สวยงาม เหมาะสมที่จะปฏิบัติธรรม ทำให้ติดอันดับ 1ใน 5 ของสำนักปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดในโลก เป็นวัดที่มีชาวต่างชาติพากันเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 140 ประเทศ มาฝึกปฏิบัติธรรมและฝึกสมาธิ ในแต่ละปีมีชาวต่างชาติ เดินทางมาฝึกทำสมาธิไม่ต่ำกว่า 2,000 คน

~พระอธิการสายหยุด ปัญญาธโร (หลวงตาสายหยุด) เจ้าอาวาสวัดป่าถ้ำวัว~

พระอธิการสายหยุด ปัญญาธโร (หลวงตาสายหยุด)  เจ้าอาวาสวัดป่าถ้ำวัว เล่าให้ฟังว่า วัดป่าถ้ำวัว เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่ในแต่ละปี จะมีชาวต่างชาติมาปฏิบัติธรรมจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนั้น มีทั้งคนที่นับถือศาสนาคริสต์ และอิสลาม ที่ต้องการมาปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา โดยไม่มีการแบ่งเชื้อชาติ ชนชั้น หรือวรรณะ แต่อย่างใด ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วย เมตตาธรรม สำหรับการสอนปฏิบัติธรรม จะเน้นที่การกำหนดจิต รู้สติ แต่บางคนที่ถนัดในการทำสมาธิในรูปแบบอื่น ๆ ก็ไม่มีการห้ามหรือบังคับแต่อย่างใด แล้วแต่ความสมัครใจ

ในประเทศในแถบเอเชีย บริษัทในประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน จะนำพนักงานของบริษัท เดินทางมาในลักษณะกรุ๊ปทัวร์ มาปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มสมาธิในการทำงานให้แก่องค์กร ก่อนที่จะเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนในแหล่งท่องเที่ยวของไทยและเดินทางกลับประเทศ โดยผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น เล็งเห็นความสำคัญของการทำสมาธิ ที่จะส่งผลให้งานของบริษัท สำเร็จได้โดยง่าย

~บรรยากาศนั่งสมาธิ วัดป่าถ้ำวัว~

ทางวัดป่าถ้ำวัว  อนุญาตให้ผู้มาทำการวิปัสสนาได้ไม่เกิน 10 วัน เตรียมชุดขาวสุภาพ 2-3 ชุด พร้อมข้าวของเครื่องใช้จำเป็นมาให้เรียบร้อย ที่วัดจะมีอาหารมังสวิรัติรับรองให้ 2 มื้อ เช้าและเพล สำหรับท่านที่มีความจำเป็นต้องทานมื้อเย็น สามารถออกไปทานได้ที่ร้านค้าภายนอกวัด

ตารางเวลาฝึกวิปัสสนาประจำวัน วัดป่าถ้ำวัว 

05.00 น. สวดมนต์ ทำวัตรเช้า ภายในที่พักตัวเองตามอัทยาศัย

previous arrow
next arrow
Slider
~ ภาพบรรยากาศ ตักบาตรยามเช้า~

6.25 . ใส่บาตรร่วมกันทุกเช้า หลวงพ่อวัดป่าถ้ำวัว  ท่านจะสอนให้ชาวต่างชาติได้รู้จักวัฒนธรรมชาวพุทธ นั่นคือการใส่บาตรพระ ใครมาปฏิบัติธรรมที่นี่จะได้ใส่บาตรในทุกเช้ากันเลยค่ะ

ผู้มาปฏิบัติธรรมวัดป่าถ้ำวัว จะได้ร่วมเดินสมาธิ 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้าเวลา 7.45 . และช่วงบ่ายเวลา 13.00 .

การเดินสมาธิ เป็นการเดินเพื่อทำสมาธิ โดยทุกอย่างก้าวให้รวมใจอยู่กับตัวเองโดยย่างก้าวเท้าขวา ให้ภาวนาว่าพุทย่างเท้าซ้ายภาวนาว่าโธให้ทุกย่างก้าวเป็นการทำสมาธิ เพื่อฝึกจิตใจให้สงบ มีความสุข ที่นี่จะเดินไม่ช้ามาก เหมือนเราเดินปกติ รู้สึกทำให้ไม่ต้องคอยเกร็ง เดินทำสมาธิได้อย่างง่ายๆ สบายๆ ใจอยู่กับตัวเองได้เร็ว

previous arrow
next arrow
Slider
~ ภาพบรรยากาศ เดินสมาธิ เดินจงกรม~

หลังจากเดินจงกลม จะนั่งสมาธิร่วมกันทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยพระอาจารย์ท่านจะสอนสมาธิเป็นภาคภาษาอังกฤษและภาคภาษาไทย สลับกัน ทานจะนำนั่งไม่ยาว  ผู้มาปฏิบัติธรรมจะได้นั่งสมาธิในช่วงสาย, บ่าย และค่ำ เป็นประจำทุกวัน หลังจากเดินสมาธิ(เดินจงกลม) ในทุกวัน

previous arrow
next arrow
Slider
~ ภาพบรรยากาศ การนั่งสมาธิรอบสายและบ่าย~

10.45 น. จะมีกิจกรรมให้ชาวไทยและชาวต่างชาติจะได้ร่วมกันถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุที่อยู่จำพรรษา วัดป่าถ้ำวัว  หลวงพ่อ วัดป่าถ้ำวัว  ท่านบอกว่า จะได้ฝึกชาวต่างชาติได้รู้จักวัฒนธรรมชาวพุทธ ในการประเคนภัตตาหารพระ และการพนมมือไหว้พระ ทุกคนที่ได้มาปฏิบัติธรรมและความถวายภัตตาหารล้วนมีความสุขกันมากๆ

previous arrow
next arrow
Slider
~ ภาพบรรยากาศ ร่วมถวายภัตตาหาร~

16.00 ของทุกวันผู้มาร่วมปฏิบัติธรรม วัดป่าถ้ำวัว ทั้งชาวไทย และต่างชาติ ได้ร่วมกันทำความสะอาดเสนาสนะ ปัดกวาดเช็ดถูบริเวณวัด ด้วยใจที่เป็นสมาธิ  จะไม่พูดคุยกัน บางคน มาปฏิบัติธรรมแบบปิดวาจา  ก็จะติดป้ายบอกชัดเจน   และมีอีกบุญคือการรับบุญจัดอาสนะให้กับผู้ที่มาปฏิบัติธรรมได้ทุกวัน ช่วงเช้าเวลา 7.15 . และช่วงเย็นเวลา 16.45 . มารับบุญได้เช่นกัน

~บรรยากาศ ชาวต่างชาติช่วยกันรับบุญ ภายในวัดป่าถ้ำวัว~
previous arrow
next arrow
Slider
~ ภาพบรรยากาศ ชาวต่างชาติและชาวไทยช่วยกันรับบุญ~

18.00 . ร่วมสวดมนต์ทำวัตรเย็น 3 ภาษา คือภาษาบาลี ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ และนั่งสมาธิ

~บรรยากาศสวดมนต์ ทำวัตรเย็น 2 ภาษา~

กฎระเบียบในการปฎิบัติตัวภายในวัด

สำหรับสาธุชนชาวไทย การปฎิบัติตัวภายในวัด ได้ถูกสั่งสอนอบรมอะไรควร อะไรไม่ควร มาตั้งแต่วัยเด็กอยู่แล้ว หลักการปฎิบัติตนภายในวัดป่าถ้ำวัวก็ถือเป็นเช่นเดียวกัน อีกทั้งทางวัดยังได้เปิดรับบุคคลต่าง ๆ จากต่างชาติ ต่างภาษา ต่างขนบธรรมเนียมประเพณี เราคนชาวไทย ชาวพุทธ จึงควรทำตัวเป็นแบบอย่างที่ถูกต้อง ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนต่างชาติ โดยมีความสำรวมในกิริยา วาจา และถือปฎิบัติตามกฎระเบียบของทางวัดอย่างเคร่งครัด

1. ลงทะเบียน พร้อมแจ้งระยะเวลาที่ต้องการในการเข้ารับการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน
2. ปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม มีมารยาทและไม่รบกวนบุคคลอื่น
3. ไม่พูดโกหก พูดคำหยาบคาย และส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น
4. ไม่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เสพยาเสพติด หรือเล่นการพนัน
5. ทำกิจวัตรส่วนตัว และร่วมกิจกรรมของวัดตามเวลาและความเหมาะสม
6. รักษาความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า บ้านพักส่วนตัว และบริเวณโดยรอบของวัด
7. ไม่อนุญาตให้นำเนื้อสัตว์เข้ามาภายในวัด
8. ไม่อนุญาตให้ทำอาหาร และรับประทานอาหารภายในบริเวณที่พัก
9. สำหรับสตรี ไม่อนุญาตให้พูดคุยกับพระสงฆ์ในบริเวณกุฎิที่พักหลัง 20 น.
10. ไม่อนุญาตให้บุรุษและสตรีอยู่ร่วมกันตามลำพังภายในห้องพัก
11. รับฟังคำสั่งสอน คำแนะนำของพระสงฆ์ด้วยความเคารพ
12. ความสะอาดห้องพัก คืนกุญแจและสิ่งของที่หยิบยืม ให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลก่อนเดินทางกลับ
13. ถ้าไม่สามารถปฎิบัติตามกฎระเบียบต่าง ๆ ได้ ทางวัดจะให้เวลาในการปรับตัวภายใน 3 วัน

previous arrow
next arrow
Slider
~ ภาพบรรยากาศ วัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน~

การเดินทาง มายังวัดป่าถ้ำวัว

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว จากเชียงใหม่หรือปาย วัดป่าถ้ำวัว จะเลยจากจุดชมวิวลูกข้าวหลาม อำเภอปางมะผ้ามาเล็กน้อย เมื่อเข้าเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนที่บ้านแม่สุยะ จะพบทางเข้าวัดจะอยู่ฝั่งขวามือ จากเส้นทางหลัก 1095  ขับเข้าไปปอีก 1 กิโลเมตร

รถโดยสารสาธารณะจากเชียงใหม่ แนะนำว่าควรนั่งรถตู้เปรมประชา ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงจากเชียงใหม่ และ 2 ชั่วโมงจากอำเภอปาย โดยแจ้งกับคนขับรถว่า ขอลงที่วัดป่าถ้ำวัว จากนั้น ก็เดินเท้าเข้ามายังวัดอีกประมาณ 1 กิโลเมตร หรือนั่งรถสองแถวสีเหลืองจากปาย ก็จะวิ่งเข้าไปส่งถึงประตูวัดเลยทีเดียว

จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน จะต้องมาขึ้นรถที่สถานีขนส่ง โดยจะมีรถสองแถวเหลืองไปปาย ออกเวลา 7 โมงเช้า แต่ต้องมาดักรอขึ้นตั้งแต่ 6.30 น. ก่อนรถออก 30 นาที เนื่องจากบางครั้งเมื่อไม่มีผู้โดยสาร รถก็จะออกไปโดยไม่รอ ค่ารถอยู่ที่ 80 บาท ซึ่งจะเข้าไปส่งถึงหน้าประตูวัด ส่วนรถบัสแดง จะออกเวลา 8.30  น. สามารถมาซื้อตั๋วได้ตั้งแต่ 6.30 น. เป็นต้นไป หรือก่อนรถออกสัก 30  นาที ไม่สามารถจองล่วงหน้าได้ ค่าโดยสาร 30 บาท ส่วนรถตู้จะมีออกทุกชั่วโมงตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปจนถึง 5 โมงเย็น ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษ ๆ ค่าโดยสาร 100 บาท โดยจะต้องลงที่ปากทางเข้า แล้วเดินเท้าเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร

การเดินทางจากกรุงเทพ กรณีขับรถเดินทางมาเอง แนะนำเส้นเถิน ลี้ ดอยเต่า ฮอด เข้าเส้น 108 แม่สะเรียง ถึงตัวอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ใช้เวลา 12-15 ชั่วโมง จากตัวเมืองไปวัดป่าถ้ำวัว อีก 37 กม. ใช้เวลา 1 ชั่วโมง จึงควรพักที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอนก่อน 1 คืน แล้วค่อยเดินทางต่อไปยังวัดตอนเช้า สำหรับการโดยสารด้วยรถสาธารณะ มีของสมบัติทัวร์บริษัทเดียว เดินทางจากกรุงเทพตอนเย็นถึงสถานีรถโดยสารประมาณ 8.30 น. และสายการบินนกแอร์ ที่บินตรงจากกรุงเทพแม่ฮ่องสอน โดยจะบินเฉพาะวันพุธ ศุกร์ และอาทิตย์ กับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ ที่บินทุกวัน แต่จะต้องมาต่อเครื่องที่เชียงใหม่ครับ จากเชียงใหม่ สามารถใช้สายการบิน Wisdom Airways ได้ เป็นเครื่องบินเล็ก 12 ที่นั่ง บินวันละ 3 เที่ยวบินทุกวันครับ

ควรเดินทางไปถึงวัดในช่วงกลางวัน ไม่เย็นจนเกินไปนัก เนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ของวัดจะต้องเตรียมการเรื่องอาหารและสถานที่พัก

** ที่วัดนี้จะปฏิบัติไม่เคร่งมาก ใครที่ชอบแบบไม่เครียดมาก แต่อยากไปปฏิบัติธรรม ถือศีล กินเจ บรรยากาศ อากาศดีๆ  ก็มายังที่วัดป่าถ้ำวัวได้เลย ขอแนะนำ **

ข้อมูลวัดป่าถ้ำวัว จ.แม่ฮ่องสอน

สถานที่ตั้ง : ตำบล ห้วยผา อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน แม่ฮ่องสอน 58000

เบอร์โทร : 081-031-3326

ปฏิบัติธรรมฟรี ได้ทุกวัน เจ้าอาวาสไม่รับปัจจัย สามารถทำบุญได้ที่ตู้ แล้วแต่ศรัทธา

www.watpatamwua.com

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่

วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร วัดใจกลางมหานคร

~วัดปทุมวนาราม~

วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร (Wat Pathum Wanaram) วัดกลางเมืองบนดินแดนสงบและงดงามท่ามกลางป่าคอนกรีต ตั้งอยู่ระหว่างศูนย์การค้าสยามพารากอนและห้างเซ็ลทรัลเวิร์ด เป็นวัดที่ยังคงความสงบ น่าเข้าไปสัมผัสยิ่งนัก

~พระอุโบสถ วัดปทุมวนาราม~

ประวัติวัด
วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ที่ ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร วัดสถาปนาขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2400 บริเวณด้านทิศตะวันตกของสระนอกเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระมเหสี และพระราชทานนามวัดว่า “วัดปทุมวนาราม” แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า “วัดสระปทุม

~พระสายน์ หรือ พระไส ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ วัดปทุมวนาราม~

พระสายน์” หรือ พระไส ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถของวัดปทุมวนาราม ก็เป็นพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากเมืองมหาไชย แขวงล้านช้าง ในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่นกัน โดยพระแสนและพระสายน์นั้นต่างก็มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ตรงที่เมื่อใดเกิดฝนแล้ง ก็จะอัญเชิญท่านออกมาบูชากลางแจ้งและบูชาขอฝนจากท่าน ฝนก็จะตกลงมาได้

จิตกรรมภายในพระอุโบสถ  จะถูกวาดเป็นรูปสระดอกบัว เหมือนดั่งที่ชาวบ้านต่างเรียกชื่อวันปทุมวราราม ว่า “วัดสระปทุม”

~พระเจดีย์ วัดปทุมวนาราม~

พระเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระราชสรีรางคาร และพระอัฐิของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ในราชสกุลมหิดลหลายพระองค์ เช่น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก, สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร,  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร, สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

untitled-07246-2
~พระเสริม และพระแสน ในพระวิหาร วัดปทุมวนาราม~
~พระวิหาร~

พระวิหาร แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระเสริม และพระแสน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แบบศิลปะล้านช้างเวียงจันทน์  “พระเสริม” นั้นเป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับ “พระสุก” และ “พระใส” ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 กองทัพสยามเดินทางไปตีเมืองเวียงจันทน์เพื่อปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ เมื่อกองทัพจะเดินทางกลับบ้านเมือง ก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาจากเมืองเวียงจันทน์มาด้วยหลายองค์ด้วยกัน รวมทั้ง พระสุก พระใส และพระเสริม

แต่ในขณะที่เคลื่อนย้ายพระพุทธรูปมาทางลำน้ำงึมออกแม่น้ำโขง ก็ได้เกิดพายุฝนตกหนัก จนทำให้พระสุกหล่นจากแท่นประดิษฐานจมลงใต้แม่น้ำ บริเวณนั้นต่อมาจึงเรียกกันว่าเวินพระสุก หรือเวินสุก ส่วนพระเสริมและพระใสก็ได้อัญเชิญข้ามมายังฝั่งไทยได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อจะอัญเชิญต่อมายังกรุงเทพฯ ก็ปรากฏว่าเกวียนที่ประดิษฐานพระใสนั้นเกิดหักลงอยู่ตรงหน้าวัดโพธิ์ชัย เมืองหนองคาย ทำอย่างไรก็ไปต่อไม่ได้ จึงต้องอัญเชิญพระใสให้ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองหนองคายมาแต่บัดนั้น ส่วนพระเสริมนั้นอัญเชิญต่อมาได้จนถึงกรุงเทพฯ และมาประดิษฐานไว้ที่วัดปทุมวนารามอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ส่วน “พระแสน” พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งซึ่งประดิษฐานอยู่ในอุโบสถเดียวกันกับพระเสริม เดิมประดิษฐานอยู่ในถ้ำที่เมืองมหาไชย แขวงล้านช้าง แต่ได้อัญเชิญมายังกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระพุทธรูปโบราณจากล้านช้างมาประดิษฐานไว้ในพระอารามที่ทรงสร้างขึ้นใหม่หลายแห่ง

~จิตกรรมภายในวิหาร~

นอกจากนี้ วัดปทุมวนารามยังมีส่วนที่ใช้ในการปฏิบัติธรรมเรียกว่า สวนป่าพระราชศรัทธา”  บรรยากาศร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด พอได้เข้าไปสัมผัส สวนป่าพระราชศรัทธา แล้วทำให้จิตใจสงบร่มเย็น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก  วัดปทุมวนารามใจกลางเมืองแห่งนี้นับว่า “เป็นดินแดนสงบ อันงดงาม ท่ามกลางป่าคอนกรีต”

~สวนป่าพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม~

ข้อมูลวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร

ที่ตั้ง : 969 ถนนพระราม1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

เวลาทำการ : 8.00 -17.00 น.

เบอร์โทร : 02-256-6469, 02-251-6478

facebook : pathumwanaram

รายละเอียดสถานที่ปฏิบัติธรรม “สวนป่าพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่

 

สวนป่า วัดปทุมวนาราม สุดยอด สถานที่ ปฏิบัติธรรมใจกลางมหานคร

~ศาลาปฏิบัติธรรม สวนป่า วัดปทุมวนาราม~

สวนป่าพระราชศรัทธา วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร (Wat Pathum Wanaram)  วัดดัง ใจกลางมหานคร ที่น่าไปปฏิบัติธรรม แสวงหาความสุขเป็นอย่างมาก ที่นี่สงบ ร่มรื่น ร่มเย็น เป็นสถานที่กลางเมือง ที่น่าไปค้นหาความสุขได้ทุกวัน

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในธรรมสถานแห่งนี้  คุณจะรู้สึกเสมือนเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิง   มีต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่นอยู่มากมายภายใน  “วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร” หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า “วัดสระปทุม” แห่งนี้ สร้างขึ้นมาโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)

~สวนป่า วัดปทุมวนาราม~

~บรรยากาศภายใน สวนป่า วัดปทุมวนาราม~

ในทุกๆ วันจะมีกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตรเย็น ฟังธรรมและนั่งสมาธิ  ที่ศาลาพระราชศรัทธา สวนป่า วัดปทุมวนาราม โดยเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็นในเวลา 17.00 น. เป็นประจำทุกวัน โดยทางวัดจะจัดเตรียมอาสนะ หนังสือสวดมนต์ และผ้าคลุ่มเขาไว้ให้บริหารผู้เดินทางมาทำกิจกรรม

~สถานที่ปฏิบัติธรรม สวนป่า วัดปทุมวนาราม~

ระหว่างวัน สามารถเข้ามานั่งสมาธิ พักใจที่บนศาลา สวนป่า วัดปทุมวนาราม ทางวัดจะเตรียมเบาะรองนั่งไว้ให้ พร้อมเปิดเสียงธรรมะ ให้ฟังตลอดทั้งวัน

และภายในศาลา สวนป่า วัดปทุมวนาราม ยังมี พระบรมสารีริกธาตุ ให้คนที่มาร่วมปฏิบัติธรรมได้กราบสักการะโดยทางวัดจะมีดอกบัวเตรียมไว้ให้ แล้วแต่จะร่วมบุญตามกำลังศรัทธา

~พระบรมสารีริกธาตุ ภายในศาลา สวนป่า วัดปทุมวนาราม~

~จุดบริการดอกบัวด้านหน้า ศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม~

ในช่วงเย็นของทุกวันจะได้พบเห็นสามเณร มากวาดลานวัดใน สวนป่า วัดปทุมวนาราม เพื่อเตรียมคอยต้อนรับผู้มีบุญเดินทางมาสวดมนต์ ทำวัตรเย็น ใครสนใจมาเอากวาดลานวัดก็สามารถมารับบุญได้ทุกวันเช่นกัน

ในตลอดช่วงเข้าพรรษาจะมีกิจกรรม “เนสัชชิกธรรมบูชา” เป็นการปฏิบัติธรรม เจริญจิตตภาวนา ด้วยอิริยาบถ 3 “ยืน เดิน นั่ง” ไม่นอนตลอดราตรี  ในทุกคืนวันเสาร์ ณ ศาลาพระราชศรัทธา 

กิจกรรมใส่บาตรทุกเช้า ในทุกวัน 

หากต้องการใส่บาตรพระสงฆ์ สามเณร สามารถเตรียมข้าวของทั้งของแห้งและข้าวปลาอาหารหรือมาซื้อหาได้ใน สวนป่า วัดปทุมวนาราม จะมีร้านค้าเริ่มเปิดขายเวลา 6.30 น. สำหรับข้าวสวยทางเจ้าหน้าได้เตรียมข้าวใส่ถ้วยไว้ให้โดย ราคาตามศรัทธาคือหยอดตู้บริจาค

เวลา 7.00น. จะมีพระสงฆ์เดินบิณฑบาต
หลังจากบิณฑบาตแล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนาจากพระลูกศิษย์หลวงพ่อถาวร  จิตฺตถาวโร (พระเทพวิมลญาณ) กิจกรรมธรรมะช่วงเช้านี้จะเสร็จสิ้นไม่เกิน 8.00 น. เพื่อให้ผู้ที่ทำงานได้กลับไปทำงานต่อได้

*****วันพระ, วันอังคาร, วันอาทิตย์ ช่วงเช้าตอนพระขึ้นแสดงธรรมจะมีการสมานทานศีลและถวายสังฆทาน คือการนำสิ่งของที่ใส่บาตรไปทำถวายสังฆทานยังวัดอื่นๆ อีกด้วย

 

บรรยากาศภายในวัด สงบร่มเย็นเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก ใครที่ต้องการหลีกเร้น หนีความวุ่นว่าย มาทำจิตใจให้สงบได้ที่วัดปทุมวนาราม วัดกลางกรุง ที่เมื่อได้เข้ามาสัมผัสแล้ว  จะรู้สึกได้ว่า “จิตใจสงบจริงๆ” ถ้าใครยังไม่เคยได้ไปสัมผัส ต้องลองไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต แล้วคุณจะนึกไม่ถึงเลยว่า “จะมีสถานที่แบบนี้ มีอยู่จริงๆ ในใจกลางมหานคร”  

ข้อมูลสถานที่ปฏิบัติธรรม วัดปทุมวนาราม

ที่อยู่ : ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

แนวการปฏิบัติธรรม : แนวหลวงปู่เสาร์ – หลวงปู่มั่น ภาวนา “พุธโธ”

– กิจกรรมที่มีทุกวัน : 
07.00- 08.00 น.   ตัวแทนคณะสงฆ์ – สามเณร ออกรับบิณฑบาตร ณ ลานด้านหน้า ศาลาพระราชศรัทธา

08.30 – 09.00 น. สวดมนต์วัตรเช้า นั่งสมาธิ ณ พระวิหารวัดปทุมวนาราม
17.00 – 21.00 น.  สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ ณ ศาลาพระราชศรัทธา

– เพิ่มกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ : 

13.00 น. ฟังธรรมเทศนา โดยพระเถราจารย์วัดปทุมวนาราม ณ ศาลาพระราชศรัทธา

– กิจกรรมการปฏิบัติธรรมตามวาระต่างๆ จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบทางเพจวัดปทุมวนาราม

facebook : pathumwanaram

ตลอดช่วงเข้าพรรษาจะมีกิจกรรม “เนสัชชิกธรรมบูชา” เป็นการปฏิบัติธรรม เจริญจิตตภาวนา ด้วยอิริยาบถ 3 “ยืน เดิน นั่ง” ไม่นอนตลอดราตรี  ในทุกคืนวันเสาร์ ส่วนนอกพรรษา ให้โทรสอบถามทางวัดว่ามีจัดกิจกรรม เนสัชชิกธรรม อีกเมื่อไร

โทรศัพท์ : 02 251 4325, 086-897-1823

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่

วัดราชนัดดารามวรวิหาร พระเจดีย์ โลหะปราสาท 1 เดียวในโลก

วัดราชนัดดารามวรวิหาร พระเจดีย์ โลหะปราสาท  7 แผ่นดิน สู่ “เอกพุทธศิลป์สถาปัตย์รัตนโกสินทร์” หนึ่งเดียวในโลก @ พระนคร  กรุงเทพมหานคร

วัดราชนัดดารามวรวิหาร (Wat Ratchanaddaram Worawihan) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้น ณ ริมคลองรอบกรุง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระราชนัดดาพระองค์เดียวที่ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2389  ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางนาฏโสมนัสวัฒนาวดี บรมอัครราชเทวี พระอัครมเหสีพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

~พระเจดีย์ โลหะปราสาท : มรดกแห่งความศรัทธาแห่งพระพุทธศาสนา ~

พระเจดีย์ โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นชื่อดั้งเดิมของอินเดีย เรียกมาแต่ครั้งสมัยพุทธกาล หมายถึง คฤหาสน์ที่มียอดเป็นโลหะ สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีหลายชั้นและใช้ประโยชน์เป็นส่วนสังฆวาส อุบัติขึ้นในโลกเพียง 3 แห่ง

แห่งแรก สร้างขึ้นในประเทศอินเดียเมื่อครั้งพุทธกาล ณ วัดบุพพาราม เมืองสาวัตถีซึ่งสูญสลายไปหมดสิ้นตามกาลเวลา

แห่งที่ 2 สร้างขึ้นในประเทศสรีลังกา  ปัจจุบันปรักหักพังเหลือแต่ซากกองอิฐ  ราวพุทธศักราช 387

แห่งที่ 3 สร้างขึ้นในประเทศไทย ณ วัดราชนัดดารามวรวิหาร พุทธศักราช 2389 สร้างในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยให้ช่างออกแบบก่อสร้างโลหะปราสาท แทนกาารสร้างเจดีย์ โดยการสร้างตามลักษณะโลหะปราสาทแห่งที่สองคือที่ประเทศศรีลังกา  โดยเอาของเดิมมาเป็นแบบ แล้วปรับให้เป็นสถาปัตยกรรม ตามศิลปกรรมแบบไทย  ซึ่งเป็นอันอันสะท้อนถึงพระราชศรัทธาอันแรงกล้าที่พระองค์มีต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง

~พระปฏิมากรบริเวณชั้น 2   ~

นับว่าเป็นพระเจดีย์ โลหะปราสาทแห่งแรก แห่งเดียว ในประเทศไทย โดยสร้างเป็นอาคาร 7 ชั้น มียอดปราสาท 37 ยอด หมายถึง พระโพธิปักขิยธรรม (ธรรมเป็นไปในทางปัญญาเครื่องตรัสรู้) 37 ประการ ยอดปราสาทชั้น 7 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ กลางปราสาทเป็นช่องกลวง มีบันไดเวียน 67 ขั้น ให้เดินขึ้นไปดูทิวทัศน์ข้างบนได้

~พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่ชั้น 7  ~

พระเจดีย์ โลหะปราสาท เป็นที่ประดิษฐานของ พระบรมสารีริกธาตุ เมื่อครั้งงานฉลองศิริราชสมบัติครบ 50 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2538-2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชการที่ 9 ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ณ พระเจดีย์บุษบก โลหะปราสาท เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538

~ ทิวทัศน์อันงดงามบริเวณชั้น 7 ของโลหะปราสาท ~
~พระอุโบสถ วัดราชนัดดารามวรวิหาร~

พระอุโบสถ วัดราชนัดดารามวรวิหาร ล้อมรอบด้วยแท่นซุ้มสีมา 8 ซุ้ม หน้าบันประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินเข้ม มีช่อฟ้า ลำยอง นาคสะดุ้ง ใบระกา และหางหงส์ ตามแบบสถาปัตยกรรมไทย บานประตูหน้าต่างด้านในและส่วนลึกของช่องประตูเป็นภาพเขียนสีลายทวารบาล ส่วนลึกของบานหน้าต่างเป็นภาพรามเกียรติ์และอดีตชาติของพระพุทธเจ้า บานหน้าต่างด้านในเป็นรูปเทพต่าง ๆ

~พระพุทธเสฏฐุตตมมุนิทร์~

ภายในประดิษฐาน “พระพุทธเสฏฐุตตมมุนิทร์” พระพุทธรูปปางมารวิชัย เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ให้ขุดแร่ที่อำเภอจันทึก จังหวัดนครราชสีมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ หล่อพระพุทธปฏิมากร และนำมาประดิษฐานยังวัดราชนัดดารามวรวิหาร

~จิตรกรรมฝาผนัง พระอุโบสถ~

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถทางด้านหลังพระประธาน เป็นภาพพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพุทธมารดา ซึ่งต่างจากวัดอื่น ๆ ที่มักนิยมเขียนภาพพุทธประวัติตอนปราบมาร ส่วนผนังด้านข้างของพระอุโบสถ เป็นภาพสวรรค์ โดยมีองค์ประกอบเป็นภาพท้องฟ้า (กลุ่มดาวฤกษ์ต่าง ๆ) พระอาทิตย์ และพระจันทร์ พร้อมด้วยเทวดากำลังเหาะมาเป็นหมู่ ๆ

~พระวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหาร~
~พระวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหาร~

พระวิหาร วัดราชนัดดารามวรวิหาร เป็นอาคารทรงโรง สูงใหญ่ขนาดไล่เลี่ยกับพระอุโบสถ หน้าบันด้านหน้าและด้านหลังมีลวดลายเหมือนกันคือ ลายดอกพุดตาน ประดับด้วยกระจกสีปิดทอง เช่นเดียวกับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ซุ้มประตูหน้าต่างเป็นลายปูนปั้นดอกพุดตานปิดทองที่ดอกลาย บานประตูหน้าต่างมีภาพเขียนสี ฐาน 2 ชั้น ภายในมีภาพเขียนที่เพดานและผนัง เพดานมีลายดาวและผีเสื้อ ฝาผนังมีลายเขียนสีดอกไม้ร่วง ฝาผนังด้านหลังพระพุทธรูปเป็นภาพนูนต่ำลายช้างสามเศียรแบกวิมาน ภายในวิมานมีพระพุทธรูป 3 องค์ ปางประทานพร 1 องค์ และปางสมาธิ 2 องค์ ปิดทองที่ลวดลาย ลายวิมานนี้เป็นเครื่องหมายประจำรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น ลวดลายเขียนสีของฝาผนังด้านนี้เป็นลายเครือเถาดอกพุดตาน บริเวณคอสองเป็นลายพวงมาลัย เสาเหลี่ยมลบมุมไม่มีลวดลายที่ลายเสา มีระเบียงรอบพระวิหาร กำแพงรอบพระวิหารประดับด้วยกระเบื้องปรุ เช่น ลายประจำยาม ลายภายในวงกลม เป็นต้น ฐานพระวิหารเป็นฐานสิงห์

วัดราชนัดดารามวรวิหาร แห่งนี้ ใครยังไม่ได้มาเยือน ยังไม่ได้มากราบพระบรมสารีริกธาตุ ที่ประดิษฐานอยู่ชั้น 7 พระเจดีย์ โลหะปราสาท พระเจดีย์ที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันได้ปฏิสังขร ตัวพระเจดีย์เป็นสีทอง เสร็จเรียบร้อยแล้ว สวยงามมากๆๆ 

 

ข้อมูลวัดราชนัดดารามวรวิหาร

ที่ตั้ง :  2 ถนนมหาไชย แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

เบอร์โทร : 02-621-0451,  02-224-8807, 089-683-5953

ปราสาทโลหะเปิด  : เวลา 09.00 – 16.50 น.

Email : watratchanadda@gmail.com

facebook : watratchanaddaram

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร @ วัดดังหน้า Landmark เสาชิงช้า

 

~วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร~

วัดสุทัศนเทพวราราม  ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร 1 ใน 6 ของไทย และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8  หน้าเสาชิงช้า

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนตีทอง 1 ถนนบำรุงเมือง หน้าวัดออกทางถนนอุณากรรณ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่ติดกับถนน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านทิศตะวันออก ติดถนนอุณากรรณ์ ด้านทิศเหนือติดถนนบำรุงเมือง (เสาชิงช้า) ด้านทิศตะวันติดถนนตีทอง ด้วยเหตุนี้วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร จึงเป็นวัดที่มีประตูเข้าออกหลายทาง ด้านตะวันตกและด้านตะวันออกจะเป็นด้านที่ประชาชนที่ขับรถมาเองเข้า-ออกเป็นประจำเพราะถนนบำรุงเมืองจอดรถไม่ได้ เกาะกลางถนนบำรุงเมืองเป็นที่ตั้งของเสาชิงช้า

~วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร (ช่วงเดือน ต.ค. 2561 กำลังบูรณะพระวิหารหลวง) ~

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย  ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างพระวิหารให้มีขนาดใหญ่เท่ากับพระวิหารวัดพนัญเชิงเพื่อเป็นศรีสง่าแก่พระนคร แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง

จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ

การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” ปรากฏในจดหมายเหตุว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม”

และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า “พระศรีศากยมุนี” “พระพุทธตรีโลกเชษฐ์” และ “พระพุทธเสรฏฐมุนี”  ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงปฎิสังขรณ์เพิ่มเติมอีก

ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตในวันที่ 9 มิถุนายน ของทุกปี

~พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร~

พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร จำลองมาจากวัดมงคลบพิตรที่กรุงศรีอยุธยา สิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งของวัดสุทัศน เทพวราราม คือบานประตูพระวิหารบานประตูพระวิหารหลวงเป็นบานไม้แกะสลักลายลึกเป็นรูปพฤกษามีกิ่งก้านใบและดอกตระหวัดเกาะเกี่ยวอ่อนช้อยงดงามมีสัตว์เกาะเหนี่ยวเหมือนธรรมชาติ ลวดลายเหล่านี้เป็นฝีพระหัตถ์ของพระบามสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่ทรงกำหนดลักษณะลายแบบวิธีการแกะและเริ่มแกะด้วยพระองค์ก่อน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ช่างฝีมือแกะต่อเป็นบานประตูที่งดงามหาที่เปรียบมิได้ น่าเสียดายที่ปัจจุบันโดนไฟไหม้บางส่วนและเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

รอบพระวิหารหลวงจะมีเจดีย์ศิลปะแบบจีนรายล้อมพระวิหารหลวง 28 องค์ เรียกว่า ถะรายพระวิหาร คำว่า “ถะ” เป็นเครื่องศิลาแบบจีนรูปแบบคล้ายอาคารหกเหลี่ยมซ้อนกันขึ้นไป 6 ชั้น แต่ะลชั้นเป็นช่องโปร่งซึ่งเป็นลักษณะของเรือนไฟใช้ตามประทีป ถะรายพระวิหารมี 28 ถะ หมายถึงพุทธ 28 พระองค์ ตั้งอยู่บนพนักฐานพระวิหารชั้นที่ 2

ภายในพระวิหารหลวงมี “พระศรีศากยมุนี” ประดิษฐานเป็นพระประธาน หล่อด้วยสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง 6.25 เมตร เดิมเป็นพระประธานอยู่ในพระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ สุโขทัย สร้างสมัยราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย อายุกว่า 600 ปี

~พระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร~

พระศรีศากยมุนี พระประธานพระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยกรุงสุโขทัย อายุราว 700 ปี หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ นับเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานพระวิหารหลวง ครั้งเมื่อเริ่มสร้างวัดเมื่อปีพุทธศักราช 2350 ตรงใต้ฐานที่ผ้าทิพย์บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)

~พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร~

 

ข้อมูล วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร

สถานที่ตั้ง : ถ.บำรุงเมือง แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร

เบอร์โทร : 02-221-4331

เว็ปไซค์ : www.watsuthatt.com

facebook : watsuthateveningservice

ภาพโดย : insidewatth

แผนที่

วัดพระเชตุพน วิมลมังคลารามฯ หรือ วัดโพธิ์

~พระพุทธไสยาสน์~

วัดโพธิ์ หรือทางราชการว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (Wat Phra Chetuphon Wimonmangalaram or Wat Pho) เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหารและเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี

พระอุโบสถ สร้างสมัยรัชกาลที่ 1 ตามแบบศิลปะอยุธยาตอนปลายและขยายใหญ่ขึ้นเท่าที่เห็นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซุ้มจรณัมประจำประตูหน้าต่างฉลัก (สลัก) ด้วย ไม้แก่นยอดเป็นทรงมงกุฎลงรักปิดทองประดับกระจกบานประตูพระอุโบสถด้านนอกลาย ประดับมุกเป็นลายภาพเรื่องรามเกียรติ์ ด้านในเขียนลายรดน้ำรูปพัดยศพระราชาคณะพระครูสัญญาบัตรฐานานุกรมเปรียญทั้ง ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีในกรุงและหัวเมือง

~พระพุทธเทวปฏิมากรที่ฐานชุกชี~

พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ นามว่า พระพุทธเทวปฏิมากรที่ฐานชุกชี ก่อไว้ 3 ชั้น ชั้นที่ 1 บรรจุพระบรมอัฐิและพระราชสรีรังคารรัชกาลที่ 1 ไว้ ชั้นที่ 2 ประดิษฐานรูปพระอัครสาวกทั้งสององค์ฐานชุกชี ชั้นล่างสุดประดิษฐานพระมหาสาวก 8 องค์ (พระอรหันต์ 8 ทิศ) จิตรกรรมประดับผนังพระอุโบสถเหนือต่างขึ้นไปเขียนเรื่องมโหสถบัณฑิต (มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร) คอสองในประธานทั้งสองข้างเขียนเรื่องเมืองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช ผนังประตูหน้าต่างเขียนเรื่องพระสาวกเอตทัคคะ 41 องค์บานหน้าต่างด้านในเขียนลายรดน้ำเป็นรูปตราประจำตำแหน่งเจ้าคณะสงฆ์ใน กรุงและหัวเมือง สมัยรัชกาลที่ 3 ด้านนอกแกะสลักเป็นลายแก้วชิงดวง

พระวิหารทิศตะวันออก ประดิษฐานพระ พุทธรูปปางมารวิชัย นามว่า “พระเจ้าตรัสในควงไม้พระมหาโพธิ์” (พระพุทธเจ้าตรัสรู้ประทับใต้ต้นโพธิ์) ต่อมารัชกาลที่ 4 ถวายพระนามใหม่ว่า “พระพุทธมารวิชัยอภัยปรปักษ์อัครพฤกษ์โพธิภิรมย์อภิสมพุทธบพิตร” มุขหลังประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสูง 10 เมตร หล่อด้วยสำริดอัญเชิญมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์กรุงเก่ามานามว่า “พระพุทธโลกนาถศาสดาจารย์” และมีแผ่นศิลาจารึกการสถาปนาวัดโพธิ์ที่ผนังด้านตะวันตกซุ้มประตูหิน (แบบจีน) หน้าพระพุทธโลกนาถบางท่านเรียกว่า “โขลนทวาร” (ประตูป่าหรือประตูสวรรค์) เข้าใจว่านำมาจากประเทศจีน

พระวิหารทิศใต้ ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา อัญเชิญมาจากกรุงเก่านามว่า “พระพุทธชินราช วโรวาทธรรมจักร อัครปฐมเทศนา นราศภบพิตร”

พระวิหารทิศตะวันตก ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก อัญเชิญมาจากลพบุรีนามว่า “พระพุทธชินศรีมุนีนาถ อุรคอาสนบัลลังก์ อุทธังทิศภาคนาคปรกดิลกภพบพิตร”

พระวิหารทิศเหนือ ประดิษฐานพระปางป่าเลไลยก์ นามว่า “ พระพุทธปาลิไลย ภิรัติไตรวิเวก เอกจาริกสมาจาร วิมุติญาณบพิตร “ เป็นพระพุทธรูปที่หล่อขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 1 เพียงองค์เดียวเท่านั้น

~พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล~

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล พระมหาเจดีย์ทั้งสี่องค์อยู่ในบริเวณกำแพงสีขาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์แบบจีน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เครื่องถ้วยหลากสี มีตุ๊กตาหินจีนประตูละคู่ พระมหาเจดีย์แต่ละองค์เป็นเจดีย์ย่อไม้สิบสองเพิ่มมุมสูง 42 เมตร ประดับกระเบื้องเคลือบและกระเบื้องเครื่องถ้วยลวดลายต่างๆ สังเกตได้ง่าย

~พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ  พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1~

พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1  หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนแล้วเสร็จ จึงโปรดเกล้าให้สร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้น เพื่อครอบพระศรีสรรเพชญ์ที่กรุงศรีอยุธยา พระเจดีย์องค์นี้ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว สูง 42 เมตร ถวายพระนามเจดีย์องค์นี้ว่า “พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชดาญาณ”

~พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน  พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 2~

พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 2  เมื่อคราวปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนทั้งพระอาราม ใน พ.ศ. 2375 นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นเพื่อพระราชอุทิศถวายสมเด็จพระบรมราชชนก (รัชกาลที่ 2) องค์พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบขาว  ได้พระราชทานนามภายหลังว่า “พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรกนิทาน”

~พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3~

พระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นส่วนพระองค์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา องค์พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง ได้พระราชทานนามภายหลังว่า “พระมหาเจดีย์มุนีบัตบริขาร”

~พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย พระมหาเจดีย์รัชกาลที่ 4~

พระมหาเจดีย์รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ ตามแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย วัดสวนหลวงสบสวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวหรือสีน้ำเงินเข้ม พระเจดีย์องค์นี้สร้างเสร็จในสมัยรัชการที่ 5 แต่มิได้พระราชทานนามไว้จึงเรียกต่อๆ กันว่า “พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย”

map

ข้อมูล

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร
ตั้งอยู่ริมถนนสนามไชยและถนนมหาราช ติดกับพระบรมมหาราชวัง
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น.
คนไทย เข้าฟรี
ชาวต่างชาติจะต้องซื้อบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท (ตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2562 เพิ่มราคาเป็น 200 บาท)
สำหรับนักท่องเที่ยวต้องแต่งกายสุภาพ สุภาพสตรี ห้ามสวมกางเกงขาสั้นเหนือเข่าเข้าไปเที่ยวชม

สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 02-222-7831, 02-225-9595, 08-221-9449

http://www.watpho.com

facebook : watphonews

ภาพโดย : insidewatthai

แผนที่

 

วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร วัดงดงาม กลางกรุง สมัยรัตนโกสิทร์

~วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร ~

วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร (Wat Bowonniwet Vihara) เป็นพระอารามหลวงแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามด้านสถาปัตยกรรมและจิตกรรมฝาผนังเป็นอย่างมาก เป็นการผสมผสานระหว่างชาติตะวันตก จีน และไทย ได้อย่างสวยงาม

วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร เป็นวัดชั้นเอกชนิดราชวรวิหาร  ตั้งอยู่ต้นถนนตะนาวและถนนเฟื่องนคร บางลำภู กรุงเทพฯ แต่เดิมวัดนี้เป็นวัดใหม่อยุ่ใกล้กับวัดรังษีสุทธาวาส ต่อมาได้รวมเข้าเป็นวัดเดียวกัน โดยกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์ ในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขั้นใหม่ วัดนี้ได้รับการทะนุบำรุง และสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆขึ้นจนเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง โดยเฉพาะในสมัยปลายรัชกาลที่ 3 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฏ ซึ่งผนวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) เสด็จมาครอง เมื่อ พ.ศ. 2375 ทำให้วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ และเสริมสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชาคณะเสด็จประทับที่วัดนี้แล้วทรง บูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างถาวรวัตถุต่างๆเพิ่มเติมขึ้นหลายอย่าง พร้อมทั้งได้รับพระราชทาน ตำหนักจากรัชกาลที่ 3 ด้วย ในสมัยต่อมาวัดนี้ เป็นวัดที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรง ผนวชหลายพระองค์ เช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน จึงทำให้วัดนี้ได้รับการทะนุบำรุงให้คงสภาพดีอยู่เสมอ ในปัจจุบัน นี้ ศิลปกรรมโบราณวัตถุ และ ศิลปวัตถุ หลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในสภาพดีพอที่จะชม และ ศึกษาได้ เป็นจำนวนไม่น้อย

~พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร~

พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร   ศิลปกรรมในเขตพุทธาวาสที่สำคัญเริ่มจากพระอุโบสถซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมต่อมาอีกหลายครั้ง รูปแบบของพระอุโบสถ ที่สร้างตามแบบ พระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 มีมุขหน้ายื่นออกมา เป็นพระอุโบสถและมีปีกยื่นออก ซ้ายขวา เป็นวิหารมุขหน้าที่เป็นพระอุโบสถมีเสาเหลี่ยมมีพาไลรอบซุ้มประตูหน้าต่าง และ หน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น

พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ หลังนี้ได้รับการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยโปรดฯ ให้มุงกระเบื้องเคลือบลูกฟูก ประดับ ลายหน้าบันด้วยกระเบื้องเคลือบสี และโปรดฯให้ขรัวอินโข่งเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ส่วนภายนอกได้รับการบูรณะ บุผนัง ด้วยหินอ่อนทั้งหมด เสาด้านหน้าเป็นเสาเหลื่ยมมีบัวหัวเสาเป็นลายฝรั่ง ซุ้มประตูหน้าต่างปิดทองประดับกระจก

ด้านหน้ามีใบเสมารุ่นเก่าสมัยอู่ทองทำด้วยหินทรายแดงนำมาจากวัดวังเก่า เพชรบุรี ส่วนใบเสมาอื่นทำแปลกคือติดไว้กับผนังพระอุโบสถแทน การตั้งไว้บนลานรอบพระอุโบสถ หลังพระอุโบสถเป็นเจดีย์กลมสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมาได้หุ้มกระเบื้องสีทอง ในรัชกาลปัจจุบัน

~พระพุทธชินสีห์(องค์หน้า) – หลวงพ่อโต(องค์หลัง) ~

พระสุวรรณเขต หรือเรียกว่าหลวงพ่อโต หรือ หลวงพ่อเพชรคือพระประธานองค์ใหญ่ ตั้งอยู่ด้านในสุดของ วัดบวรนิเวศ เป็นพระประธานองค์แรกของพระอุโบสถนี้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระพุทธรูปโลหะ ลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา  หน้าตักกว้าง 9 ศอก 21 นิ้ว พระยาชำนิหัตถการได้ปั้นพอกพระศกให้มีขนาดดังที่เห็นในปัจจุบันแล้วลงรักปิดทอง ด้านข้างพระพุทธรูปองค์นี้มีพระอัครสาวกปูนปั้นหน้าตัก 2 ศอก ข้างละ 1 องค์

พระพุทธชินสีห์ ประดิษฐานอยู่ข้างหน้าพระพุทธสุวรรณเขต  เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หน้าตักกว้าง 5 ศอก 4 นิ้ว สองข้างพระพุทธชินสีห์มีรูปพระอัครสาวกคู่หนึ่ง สันนิษฐานว่า สมเด็จพระธรรมราชาลิไทแห่งกรุงสุโขทัย โปรดให้สร้างขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับพระพุทธชินราช และพระศรีศาสดา เดิมประดิษฐานอยู่ที่พระวิหารด้านทิศเหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาวิหารชำรุดทรุดโทรมลง สมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพ จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่มุขหลังของพระอุโบสถจัตุรมุข วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อพุทธศักราช 2374

~พระวิหารพระศาสดา วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร~

พระวิหารพระศาสดา วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขตพุทธาวาส ต่อจากพระเจดีย์และวิหารเก๋ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างในพุทธศักราช 2402 เดิมที่นี้เป็นคูและที่ตั้งคณะลังกา  แต่โปรดให้ถมและรื้อเพื่อสร้างพระวิหาร  พระวิหารหลังนี้มีขนาด 5 ห้อง มีเฉลียงรอบ  ภายในแบ่งเป็น 2 ตอน คือทางทิศตะวันออก 3 ห้อง  ประดิษฐานพระศาสดา  ทิศตะวันตก 2 ห้อง  ประดิษฐานพระพุทธไสยา   หลังคาซ้อนชั้น 2 ชั้น หน้าบันรวยระกาไม่มีลำยอง ลวดลายหน้าบันเป็นปูนปั้นรูปดอกพุดตาน ตรงกลางเป็นรูปพระมหามงกุฎประดิษฐานบนพาน มีฉัตร 2 ข้าง ซึ่งเป็นพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำรัชกาลที่ 4 หลังคามุงกระเบื้องกาบกล้วย  ซุ้มประตูหน้าต่างด้านนอกเป็นลวดลายปูนปั้นรูปดอกพุดตานใบเทศปิดทอง  ตรงกลางซุ้มด้านบนทำเป็นรูปพระมหามงกุฎมีฉัตรอยู่ 2 ข้างเช่นเดียวกับหน้าบัน   การก่อสร้างวิหารพระศาสดาค้างมาจนถึงรัชกาลที่ 5 โปรดให้ดำเนินการต่อ  โปรดให้ปิดทองพระศาสดา  พระพุทธไสยาและซุ้มประตูหน้าต่าง  เขียนภาพจิตรกรรมที่บานประตู  หน้าต่าง  เพดานและผนัง

~พระศาสดา ~

พระศาสดา   เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย สมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 4 ศอก 4 คืบ 8 นิ้ว เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก  ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง จังหวัดนนทบุรี ให้อัญเชิญพระศาสดาจากเมืองพิษณุโลกมาไว้ที่วัด  ครั้นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัด บุนนาค)ทราบเรื่อง จึงให้อัญเชิญพระศาสดาจากวัดบางอ้อยช้างมาไว้ที่วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งเป็นวัดที่ท่านสร้างขึ้น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบและมีพระราชดำริว่า  พระศาสดานั้นสร้างขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์ซึ่งสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาศักดิพลเสพทรงให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร  พระศาสดาก็ควรประดิษฐานอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหารที่เดียวกับพระพุทธชินสีห์  เป็นเสมือนพระพุทธรูปผู้พิทักษ์พระพุทธชินสีห์ แต่ยังมิได้สร้างสถานที่ประดิษฐาน  จึงโปรดให้อัญเชิญไปประดิษฐานยังมุขหน้าพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามไปพลางก่อนเมื่อพุทธศักราช 2396 ครั้นสร้างพระวิหารพระศาสดาจวนแล้วเสร็จจึงโปรดให้อัญเชิญพระศาสดามาประดิษฐาน เมื่อพุทธศักราช  2407

~พระพุทธไสยา~

พระพุทธไสยา วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร  เป็นพระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทองปางไสยาสน์ สมัยสุโขทัย ยาวตั้งแต่พระบาทถึงพระจุฬา 6 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว สร้างขึ้นราว พุทธศักราช 1800 1893  เดิมประดิษฐาน ณ วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ได้เสด็จประพาสเมืองสุโขทัย เมื่อพุทธศักราช 2376 ทอดพระเนตรว่ามีลักษณะงามกว่าพระไสยาองค์อื่นๆ  ครั้นเมื่อเสด็จประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จึงได้โปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่มุขหลังของพระอุโบสถ เมื่อพุทธศักราช 2390 ครั้นสร้างวิหารพระศาสดาแล้วจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วิหารพระศาสดาห้องทิศตะวันตก ที่ฐานพระพุทธไสยาบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

~จิตรกรรมฝาผนังในห้องพระศรีศาสดา วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร~

จิตรกรรมฝาผนังวิหารพระศาสดา เป็นจิตรกรรมที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จากรูปแบบของภาพจิตรกรรมอาจกล่าวได้ว่าเป็นฝีมือลูกศิษย์ของขรัวอินโข่ง  เรื่องราวในภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารพระศาสดาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาพจิตรกรรมในห้องพระศรีศาสดา และจิตกรรมให้ห้องพระไสยา

~จิตรกรรมฝาผนังนห้องพระไสยา วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร~

เรื่องราวที่ปรากฏในงานจิตรกรรมฝาผนังช่วงรัชกาลที่ 4-5  ในสกุลช่างขรัวอินโข่งนิยมเขียนเรื่องที่เป็นพงศาวดาร หรือปริศนาธรรม เป็นส่วนใหญ่  ในวิหารพระศาสดานี้ก็เป็นเรื่องธุดงควัตร 13  เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อที่พระสงฆ์ปวารณาตัวเพื่อประพฤติปฏิบัติ เพื่อกำจัดกิเลส  เรื่องตำนานการสร้างพระพุทธรูปที่สำคัญ คือ พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ก็เป็นเรื่องแสดงความยึดมั่นนับถือและศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ส่วนภาพจิตรกรรมในห้องพระไสยาแม้จะเป็นภาพเรื่อพุทธประวัติตอนปรินิพพาน  แต่ก็มีรูปแบบต่างไปจากภาพเขียนในอดีตที่มักเขียนเป็นภาพเรื่องราวตั้งแต่ทรงปรารภเรื่องปรินิพพานกับพระอานนท์  การเดินทางไปเมืองกุสินารา   การรับบิณฑบาตและฉันอาหารมื้อสุดท้ายจากนายจุนนะ  ทรงอาพาธ  สุภัทธะปริพาชกบวชเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นรูปสุดท้าย  และภาพตอนมหาปรินิพพานใต้ต้นสาละ  ส่วนจิตรกรรมในห้องพระไสยานั้นใช้พระไสยาเป็นองค์ประกอบภาพแทนพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานและเขียนภาพไม้สาละคู่  และเหล่าพระสาวกซึ่งเป็นรูปแบบการเขียนที่แปลกออกไปจากเดิม

~พระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร~

พระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหารก่อพระฤกษ์เมื่อเดือน 10 ขึ้น 11 ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก จ.ศ.1193 (วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พุทธศักราช 2374) ในสมัยรัชกาลที่ 3 และใช้เวลาก่อสร้างต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 องค์พระเจดีย์มีสัณฐานกลม มีคูหาภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีทักษิณ 2 ชั้นเป็นสี่เหลี่ยม ที่องค์พระเจดีย์มีซุ้มเป็นทางเข้าสู่คูหา 4 ซุ้ม กลางคูหาพระเจดีย์ประดิษฐานพระเจดีย์กาไหล่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และมีพระเจดีย์องค์ประดิษฐานอยู่โดยรอบพระเจดีย์กาไหล่ทองอีก 4 องค์ คือ ด้านตะวันตก พระไพรีพินาศเจดีย์ ด้านใต้ พระเจดีย์บรมราชานุสรณ์พระชนมพรรษา 5 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ด้านตะวันออก เป็นพระเจดีย์ไม้ปิดทอง ด้านตะวันตก พระเจดีย์โลหะปิดทอง

~ตำหนักปั้นหยา~

ตำหนักปั้นหยา  เป็นตึกฝรั่ง 3 ชั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชทานพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฏ เมื่อทรง อาราธนาให้เสด็จมาประทับที่วัดนี้ และประทับอยู่ที่ตำหนักปั้นหยาตลอดเวลาผนวช ต่อมา ตำหนักนี้ได้เป็นที่ประทับของเจ้านายหลายพระองค์ที่ผนวชและประทับอยู่ที่วัดนี้ รูปทรงของ ตำหนักเป็นตึกก่ออิฐถือปูนหน้าจั่วประดับด้วยกระเบื้องเคลือบอยู่ซ้ายมือของกลุ่ม ตำหนัก ต่างๆ

~ตำหนักจันทร์~

ตำหนักจันทร์ เป็นตำหนักที่พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงสร้างด้วยทรัพย์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจันทราสรัทธาวาส กรมขุน พิจิตเจษฐฃฏาจันทร์ถวายเป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส ในบริเวณตำหนักจันทร์ด้าน ทิศตะวันออกติดกับรั้วเหล็กมีศาลาเล็กๆ มีพาไล 2 ด้าน ฝาล่องถุนก่ออิฐถือปูนโถงเป็นเครื่องไม้ หลังคามุงกระเบื้อง ศาลาหลังนี้เดิมเป็นพลับพลา ที่ ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง สร้างไว้ในสวนพระราชวังเดิม โปรดให้ย้ายมาปลูกไว้ เมื่อ พ.ศ.2452ในกลุ่มพระตำหนัก นี้

~พระตำหนักเพ็ชร~

พระตำหนักเพ็ชร  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักเพ็ชร ถวายเป็นท้องพระโรงแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อปีพุทธศักราช 2457 ที่ตั้งพระตำหนักนี้ เคยเป็นที่ตั้งโรงพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปรดให้สร้างขึ้นเมื่อครั้งทรงครองวัดนี้ สำหรับพิมพ์บทสวดมนต์ และหนังสือพุทธศาสนาอื่นๆแทนหนังสือใบลาน โดยใช้ตัวพิมพ์เป็นอักษรอริยกะที่ทรงประดิษฐ์ขึ้นใหม่

 

วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าเข้า น่าท่องเที่ยววัดในกรุงเทพ  เป็นวัดพระอารามหลวง ที่น่าไปเช็คอินเป็นอย่างมาก

 

o2q7eomy4pmhsWcmrVx-o
~แผนที่ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร~

 

ข้อมูลวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

นิกาย : เถรวาท ธรรมยุตินิกาย

สถานที่ตั้ง : ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

เบอร์ติดต่อ : 02-629-5854

http://www.watbowon.com

ภาพโดย : insidewattha

แผนที่